กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 4 ตอนจบ

เครื่องเชื่อมไฟฟ้า

เครื่องเชื่อมทิก

16. การปรับตั้งกระแสไฟเชื่อม

โดยปกติ การปรับกระแสไฟที่ใช้ในการเชื่อม  จะดูได้จากข้างกล่องลวดเชื่อม ของผู้ผลิตลวดเชื่อมแต่ละยี่ห้อ  โดยข้างกล่องจะระบุ ชนิดกระแสที่ใช้ AC หรือ DC ขนาดแรงดันในแต่ละท่า  ซึ่งจะระบุบนข้างกล่อง  ช่างเชื่อมสามารถพิจารณาเลือกขนาดแรงดันได้  หรือ สามารถพิจารณาได้จาก
40 คูณ เส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม (40 x เส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม) ได้เท่าไร บวก ลบ ค่าที่ได้อีกประมาณ 15 แอมป์  ตัวอย่าง ช่างเชื่อมใช้ลวดเชื่อมขนาด  เส้นผ่าศูนย์กลาง3.2 มม. ในการคำนวณ
40 x 3.2 =  128 บวกเพิ่ม 15  = 143  ลบ 15 = 113
ฉะนั้น แรงดันกระแสไฟเชื่อมสามารถใช้ได้ประมาณตั้งแต่  113 – 143 แอมป์

เครื่องเชื่อมราคาถูก

  1. ระยะอาร์ค
    คือระยะห่าง ระหว่างลวดเชื่อม กับชิ้นงาน ทำให้เกิดการอาร์คซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของฟลักซ์เป็นองค์ประกอบ เช่นฟลักซ์ เป็นแบบ รูไทล์(R ) แบบกรด(A ) แบบเซลลูโลส (C )และ แบบด่าง (B )
    ในกรณีที่ฟลักซ์เป็นแบบ R, A, C
    ระยะอาร์ค = 1.0 x d (d=เส้นผ่าศูนย์กลางของลวดเชื่อม)
    ในกรณีที่ฟลักซ์เป็นแบบ B
    ระยะอาร์ค = 0.5 x d (d =เส้นผ่าศูนย์กลางของลวดเชื่อม)
    ฉะนั้นช่างเชื่อมต้องพิจารณาถึง ชนิดของฟลักซ์ ซึ่งระยะ อาร์คแตกต่างกัน เช่น ฟลักซ์แบบด่าง (E7016) หรือภาษาช่างเชื่อมว่า ลวดแข็ง จำเป็นต้องใช้การจุดอาร์คที่ชิดในการเริ่มต้นอาร์ค หรือในบางครั้งเมื่อช่างเชื่อม เชื่อมไปได้ครึ่งลวดเชื่อม แล้วหยุด เมื่อจะจุดอาร์ค อีกครั้ง การจุดอาร์คยาก เคาะอย่างไรก็ไม่เริ่มจุดอาร์ค ซึ่งช่างเชื่อมบางคนเรียกว่า  ลวดเชื่อมตาแตก เพราะตอนจุดอาร์ค โดยมีหน้ากากปังอยู่ไม่เกิดการอาร์ค แต่พอ ลดหน้ากากกรองแสงลง เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมทำการ เคาะจุด อาร์คอีกครั้ง การอาร์คเกิดขึ้นท าให้ตามองไม่เห็น หรือ ที่เรียกว่า ตาบอดชั่วคราว
    การแก้ไขถ้าใช้ลวดเชื่อมแบบด่าง(เบสิค) เมื่อเชื่อมได้ครึ่งลวดเชื่อม ช่างเชื่อมควรใช้มือที่ใส่ถุงมือ
    บิดหรือ เคาะฟลักซ์ออกให้เห็นแกนลวดเชื่อมก่อน  ก่อนทำการจุดอาร์คต่อไป
  2. หน้าที่ของฟลัก
    18.1  เพื่อช่วยให้การส่งน้ าโลหะผ่านช่องว่าง เพื่อก่อตัวเป็นแนวเชื่อม
    ช่วยในการจุดอาร์ค (arc ignition)
    ทำให้อาร์คเสถียร
    18.2 เพื่อให้เกิดสแลก (slag)
    มีอิทธิพลต่อขนาดของหยดน้ าโลหะ
    ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น และไนไตรด์ที่จะเกิดกับเนื้อโลหะเชื่อม จากบรรยากาศรอบๆ
    ทำให้ได้รูปร่างของแนวเชื่อมตามต้องการ
    ป้องกันไม่ให้แนวเชื่อมเย็นตัวเร็วเกินไป

18.3  เพื่อสร้างแก๊สคลุม (คาร์บอนไดออกไซด์ CO2 คาร์บอนมอนนอกไซด์ CO) ซึ่งได้จาก สารอินทรีย์และคาร์บอเนต

18.4 เพื่อการก าจัดออกซิเจน (Deoxygenizing) และการเติมโลหะผสม (alloying) ให้กับเนื้อโลหะเชื่อมลวดเชื่อมชนิดให้การคืนตัวเป็นโลหะเชื่อมสูง (High Metal Recovery Electrodes)
ลวดเชื่อมประสิทธิภาพสูง (High Efficiency Electrodes)
การคืนตัวเป็นเนื้อโลหะเชื่อม หมายถึง น้ฎหนักของเนื้อโลหะที่ก่อตัวเป็นแนวเชื่อมเทียบกับน้ำหนักของแกนลวดเชื่อมเท่าที่ใช้ไป
อัตราการคืนตัวเป็นเนื้อโลหะเชื่อม =   Ww – WB x 100 %
Wc

Ww  = น้ำหนักชิ้นงานรวมน้ำหนักเนื้อโลหะเชื่อม

WB   = น้ำหนักชิ้นงานก่อนเชื่อม

Wc   = น้ำหนักแกนลวด (คำนวณ หรือ ชั่ง)

  1. ผลของฟลักซ์ต่อการใช้งาน
    ทำให้เกิดลักษณะของอาร์คที่แตกต่างกัน กล่าวคือ
    – อาร์คง่าย นิ่ม ก่อแนวเชื่อมได้สวยงาม
    – อาร์คยาก ลวดเชื่อมดูดติดชิ้นงานบ่อยๆ ต้องกระแทกเพื่อจุดอาร์ค
    – อาร์ครุนแรง และเผาไหม้อย่างรวดเร็ว
    การแพร่กระจายของไฮโดรเจน (HD) หน่วยเป็น มิลลิลิตร ต่อ 100 กรัมเนื้อโลหะเชื่อม
    การเกิดแกสออกซิเจน (%)
    ความชื้นและการอบลวด
    การบรรจุหีบห่อ
    DCEN ให้การซึมลึกมากกว่า ในขณะที่ DCEP เดินแนวเชื่อมได้เร็วกว่า เฉพาะลวดเชื่อมที่ยอมได้ ทั้ง +/- เท่านั้น
    เชื่อม DC ผิดขั้วจากที่ระบุ ทำให้เกิด
    – เม็ดโลหะเกาะติดชิ้นงาน (spatter)
    – รูพรุน (porosity)
    – การซึมลึกไม่เพียงพอ (Incomplete Penetration)
    – สแลกผังใน (Slag Inclusion)
    – อาร์คไม่เสถียร (Unstable Arc)
  2. การเก็บรักษาลวดเชื่อม

ลวด เชื่อมที่เสื่อมคุณภาพเมื่อนำไปเชื่อม  สารพอกหุ้มจะเกิดการแตก  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้รอบเชื่อมแตกร้าว  ซึ่งมีสาเหตุมาจากลวดเชื่อมเกิดความชื้น  ดังนั้นในการเก็บรักษาลวดเชื่อมจะต้องให้อยู่ในสภาพที่แห้งอยู่เสมอ  และเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะในการเก็บลักษณะของลวดเชื่อมชนิดนั้น ๆ
ในกรณีที่ลวดเชื่อมชื้น  ก่อนที่จะนำไปใช้งาน  จะต้องอบให้แห้งเสียก่อน  โดยใช้เตาอบลวดเชื่อมให้ความร้อนประมาณ  500 องศาฟาเรนไฮต์  (260 องศาเซลเซียส) เป็นเวลาประมาณ  2  ชั่วโมง  จากนั้นนำไปเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม  เพื่อใช้งานต่อไป

  1. การเลือกใช้ลวดเชื่อม

ควร จะต้องพิจารณาเลือกใช้ตามลักษณะขององค์ประกอบหลัก   3  ด้าน คือ  ด้านเทคนิคการเชื่อม   ด้านโลหะวิทยา  และด้านเศรษฐศาสตร์  ดังนี้

  1. ความแข็งแรงของเนื้อโลหะงาน ลวดเชื่อมต้องมีคุณสมบัติเชิงกลสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับโลหะงาน
    2. ส่วนผสมของโลหะงาน ลวดเชื่อมต้องมีส่วนผสมที่เหมือนกับโลหะงาน
    3. ตำแหน่งเชื่อมหรือท่าเชื่อม  ลวดแต่ละชนิดจะกำหนดท่าเชื่อมไว้จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับท่าเชื่อม
    4. ลักษณะรอยต่อแนวเชื่อมว่าต้องการแนวเชื่อมที่มีการซึมลึกมาก  หรือน้อย
    5. กระแสไฟเชื่อม ลวดเชื่อมบางชนิดเหมาะส าหรับกระแสไฟตรง หรือกระแสไฟสลับอย่างเดียว
    6. ความหนาของชิ้นงาน  ชิ้นงานที่หนาควรเลือกลวดเชื่อมที่มีความเหนียวสูง   เพื่อป้องกันการแตกร้าว
    7.  ควรจุดติดอาร์คได้ง่าย  และเปลวอาร์คสม่ำเสมอ
    8.  สามารถเชื่อมท่าบังคับ  ตามสภาพงานได้ดี
    9.  สารพอกหุ้มจะต้องยึดเกาะกับแกนลวดดี   มีความยืดหยุ่นดี  ไม่แตกร่อนง่าย
    10. เกิดสารพิษ  แก๊ส  ควัน  ฝุ่นในปริมาณน้อย
    11. ให้อัตราการหลอมละลายสูง  ให้เนื้อเชื่อมมาก  สูญเสียจากการกระเด็นต่ำ
    12. ผิวหน้ารอยเชื่อมดี
    13. สามารถทนกระแสไฟฟ้าสูงได้
    14. สามารถแยกสแลคออกได้ง่าย
    15. มีคุณสมบัติทางกลสูงกว่าหรือเท่ากับโลหะงาน
    16. ส่วนผสมของลวดเชื่อมจะต้องเหมือนกัน  และเข้ากันได้กับโลหะงาน
    17. ไม่ไวต่อสารแยกตัวในเนื้อเหล็ก  เช่น  การเชื่อมงานที่มีความหนามาก ๆ  เพื่อป้องกันการ
    แตกร้าวในขณะร้อน  หรือแตกร้าวในกรณีเย็นตัวไม่สมบูรณ์
  2. จุดบกพร่องที่เกิดขึ้นบ่อยในงานเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ
    22.1การเกิดเปลวอาร์คเบี่ยงเบน (Arc Blow Effect)
    ผลกระทบจาก เปลวอาร์คเบี่ยงเบน หรือ สามารถบางครั้งเรียกทับศัพท์ตามภาษาอังกฤษได้ว่า “เกิดอาร์คโบล” ซึ่งเปลวอาร์คที่เกิดขึ้นเสมือนกับตัวนำกระแสไฟฟ้าทั่วไป คือ จะครอบคลุมด้วยสนามแม่เหล็ก ถ้าสนามแม่เหล็กเปลี่ยนทิศทาง  เปลวอาร์คก็จะเปลี่ยนทิศทางตามไปด้วย  จึงเรียกว่าเปลวอาร์คเบี่ยงเบน (Arc blow)  ส่วนใหญ่ กรณีที่เกิดเปลว อาร์คเบี่ยงเบน (Arc blow)  จะเกิดเฉพาะในกรณีกระแสไฟตรง (DC)

 

ตู้เชื่อมอินเวอร์เตอร์เครื่องเชื่อมมือสองตัดเหล็ก

การแก้ไขการเกิด เปลวอาร์กเบี่ยงเบน (Arc blow)
– เอียงมุมลวดเชื่อม
– ต่อสายดินชิ้นงานทั้งสองข้าง
– ย้ายตำแหน่งแคล้มจับชิ้นงาน
– ทำการเชื่อมแต้มหลายจุด
– ให้ความร้อนชิ้นงาน ก่อนการเชื่อม
– ใช้กระแสไฟสลับ (AC ) แทน กระแสตรง (DC)

22.2 ข้อบกพร่องในแนวเชื่อม สำหรับการเชื่อมต่อตัวที

TIG

การแก้ไขการกัดแหว่ง (Undercuts)
– ลดกระแสไฟเชื่อมลงกว่ากระแสไฟเชื่อมครั้งแรก ประมาณ 5 – 10 แอมแปร์
– ควบคุมมุมเอียงลวดเชื่อมให้เหมาะสมกับชั้นแนวเชื่อมนั้น ๆ
– ควบคุมระยะอาร์คให้ใกล้กับบริเวณทำการเชื่อม
– ควบคุมความเร็วในการเชื่อมให้สม่ำเสมอ
– ควบคุมการหยุดที่ขอบแนวอย่าให้ช้าหรือเร็วเกินไป  และในขณะเชื่อมช่างเชื่อมต้องสังเกตและพยายามเติมเนื้อแนวเชื่อมให้เต็มเสมอบริเวณที่ขอบแนว

ตู้เชื่อมอาร์กอน

การแก้ไขการเกิด สแลคฝังใน (Slag inclusions)
– ปรับกระแสไฟเชื่อมให้สูงชิ้นกว่าเดิมประมาณ 5 – 15 แอมแปร์
– ควบคุมการเดินลวดเชื่อมให้ช้าลง
– ทำความสะอาดเศษสแลคในแนวเชื่อมก่อนการเชื่อมทับหน้าทุกครั้ง และทำความสะอาดแบบ 100 % ซึ่งช่างเชื่อมต้องมั่นใจว่าไม่มีเศษสแลค ก่อนทำการเชื่อม

ตู้เชื่อมอาร์คการแก้ไขการเกิดรูพรุน (Gas pores)
– ต้องทำความสะอาดผิวชิ้นงานทุกครั้งก่อนปฏิบัติการเชื่อม โดยอาจจะใช้แปรงลวดขัด ใช้เครื่องเจียระไน ใช้แอลกอฮอล์เช็ดบริเวณผิวชิ้นงานก่อนปฏิบัติงานเชื่อม
– ควบคุมระยะอาร์คให้ใกล้กับบริเวณทำการเชื่อม เช่นถ้าใช้ลวดเชื่อมเบสิค (ด่าง) ระยะอาร์ก ประมาณ  0.5 คูณ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลวดเชื่อม
– ควบคุมความชื้นในลวดเชื่อม เช่น ถ้าเป็นลวดเชื่อมเบสิค (ด่าง) ควรมีการอบลวดเชื่อมก่อนปฏิบัติการเชื่อม
– ควบคุมมุมของลวดเชื่อมอย่าให้เอียงมากจนเกินไป

ตู้เชื่อมราคาถูกการแก้ไขรอยร้าวปลายแนวเชื่อม (End craters)
– ควบคุมการเติมเนื้อแนวเชื่อมให้เต็มบริเวณปลายแนวเชื่อมโดยเมื่อใกล้บริเวณจุดสิ้นสุดแนวให้เดินลวดเชื่อมถอยกลับและเดินหน้าจนบริเวณปลายแนวเชื่อมเต็มแนว
หรือ
– เมื่อใกล้บริเวณปลายแนวให้ยกลวดเชื่อมออกบริเวณปลายแนวให้เปลวอาร์กดับ แล้วกลับมาจุดอาร์คอีกครั้งบริเวณปลายแนว  ทำสลับกันจนปลายแนวเชื่อมเติมเต็ม

ตู้เชื่อมอินเวอร์เตอร์การแก้ไขรอยร้าวบริเวณเขตรอยต่อ (Cracks in the weld-interface region)
– เปลี่ยนชิ้นงานเชื่อม
– ชิ้นงานหลังจากการเชื่อมแล้ว ปล่อยให้ชิ้นงานเชื่อมเย็นตัวอย่างช้า ๆ

ตู้เชื่อมMIG23. องค์ประกอบที่สำคัญในการเชื่อม
1. เลือกชนิด ลวดเชื่อม  ชนิดกระแสไฟเชื่อม (กระแสตรง(DC) กระแสสลับ(AC)) เลือกปรับ
แรงดันได้ถูกต้อง
2. ปรับระยะอาร์ค  มุมลวดเชื่อม ที่ถูกต้อง
3. ใช้เทคนิคการส่ายลวดเชื่อมที่ถูกต้อง
4. จัดตำแหน่งท่าเชื่อม  ในกรณีเชื่อมท่าตั้ง ท่าขนานนอน ชิ้นงานควรวางอยู่ประมาณระหว่างหน้าอกกับท้อง ของช่างเชื่อม  จัดตำแหน่งท่าเชื่อมของช่างเชื่อมเอง พยายามจัดท่าให้ผ่อนคลายมากที่สุด  และสวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายเช่น เอี๊ยม ถุงมือ ปอกแขน สลับเท้า ให้พร้อม
5. กำลังภายในของช่างเชื่อม คือ ช่างเชื่อมพร้อมที่จะทำงานเชื่อม มีพละกำลังในการทำงานเพราะงานเชื่อมเป็นงานเชื่อมที่ค่อนข้างหนัก และ ร้อน ซึ่งช่างเชื่อมต้องพร้อมที่จะปฏิบัติงานเชื่อม
6. สมาธิ ที่ดี

จากองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อได้ว่าเมื่อช่างเชื่อมปฏิบัติครบทุกหัวข้อที่ถูกต้องแล้ว ส่งผลให้ช่างเชื่อมสามารถพัฒนาทักษะด้านงานเชื่อมเพิ่มขึ้น และเมื่อมีทักษะเพิ่มมากขึ้น จะเกิดความชำนาญมากขึ้นตามไปด้วย  ซึ่งจะทำให้ได้ คุณภาพของแนวเชื่อมรวมทั้งการปฏิบัติงานเชื่อมมีประสิทธิภาพสูงสุด  ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น  ค่าแรงช่างเชื่อมเพิ่มขึ้น

สนใจตู้เชื่อมไฟฟ้า เครื่องเชื่อมCo2 เครื่องเชื่อมอาร์กอน เครื่องตัดพลาสม่า อย่างลังเลที่จะโทรหาเรา 083-0234002 ไลน์ไอดี:AB20

กลับไปหน้าร้านของเรา

ตู้เชื่อมไฟฟ้า

เครื่องเชื่อม

กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 3
การเชื่อมประสานตัวเรืออลูมิเนียม บทที่1

กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 3

12.2 เครื่องเชื่อมชนิดกระแสตรงขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor Generator Welding Machine)
เครื่องเชื่อมชนิดนี้ทำงานโดยรับไฟฟ้ากระแสสลับป้อนเข้ามอเตอร์ เพื่อใช้ขับ Generator และ Generator จะจ่ายกระแสไฟตรงที่มีความเรียบ  เมื่อนำไปใช้ในการเชื่อม

เครื่องเชื่อมไฟฟ้า

ภาพ เครื่องเชื่อมกระแสตรง
ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

12.3 เครื่องเชื่อมแบบหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer welding machines)
เครื่องเชื่อมแบบหม้อแปลงเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไป ราคาถูก น้ำหนักเบา และมีขนาดเล็กกว่า เครื่องเชื่อมแบบอื่น ๆ ซึ่งเครื่องเชื่อมแบบนี้จะผลิตเฉพาะกระแสไฟสลับ (AC) เท่านั้น  หลักการทำงานของเครื่องเหมือนกับหม้อแปลงไฟ โดยนำกระแสที่มีแรงเคลื่อนสูง (220 โวลท์) ป้อนเข้าขดลวดปฐมภูมิ (Primary) และจ่ายออกทางขดลวดทุติยภูมิ (Secondary) เป็นไฟแรงเคลื่อนต่ำ กระแสสูงเพื่อให้เหมาะแก่การเชื่อมโลหะ  ถึงแม้ว่าเครื่องเชื่อมหม้อแปลงจะมีข้อดีหลายประการ     แต่ข้อจำกัดของเครื่องเชื่อมระบบนี้ก็มี  เช่นกระแสไฟที่ป้อนเข้าเครื่องเชื่อมจะต้องเป็นแบบ 1 เฟส (single phase) ซึ่งจะทำให้เกิดการไม่สมดุลในสายได้ และเครื่องเชื่อมแบบหม้อแปลงมี power factor ต่ำเว้นแต่จะเพิ่ม capacitor เข้าไป ครื่องเชื่อมราคาถูก

 

12.4 เครื่องเชื่อมกระแสตรงแบบเครื่องเรียงกระแส (Rectifier Type DC welding machine)
เครื่องเชื่อมกระแสตรงแบบเครื่องเรียงกระแสประกอบด้วยหม้อแปลงไฟฟ้า  และซิลิกอนหรือซิลิเนียมที่ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟสลับให้เป็นกระแสตรง  ซึ่งซิลิกอนและซิลิเนียมนั้น เป็นสารกึ่งตัวนำไฟฟ้าที่ยอมให้อีเลคตรอนไหลผ่านได้สะดวกเพียงทางเดียว ส่วนอีกทิศทางหนึ่งอีเลคตรอนจะไหลผ่านได้สะดวกเพียงทางเดียว  ส่วนอีกทิศทางหนึ่งอีเลคตรอนจะไหลผ่านไม่สะดวก เครื่องเชื่อมนี้สามารถใช้งานได้ทั้งไฟDCEP และไฟ DCEN อุปกรณ์ประกอบหลักภายในเครื่องไม่มีการเคลื่อนที่  ยกเว้นพัดลมระบายความร้อนเท่านั้น. เครื่องเชื่อมชนิดนี้ จึงสามารถทำงานได้อย่างเงียบเชียบและบำรุงรักษาน้อย สำหรับกระแสไฟที่ป้อนเข้าเครื่องจะเป็นแบบ 3 เฟส แต่มอเตอร์ระบายความร้อนจะเป็นแบบ 1 เฟส

เครื่องเชื่อมทิก

 

12.5 เครื่องเชื่อมแบบผสมหม้อแปลง -เครื่องเรียงกระแส  (Transformer-Rectifier welding machine)

เครื่องเชื่อมแบบหม้อแปลงจะผลิตเฉพาะกระแสไฟฟ้าสลับ ซึ่งให้ผลดีกับการเชื่อมด้วย ลวดเชื่อม
บางชนิดเท่านั้น แต่ยังมีลวดเชื่อมอีกบางชนิดที่ต้องเชื่อมด้วยกระ แสไฟตรง  ซึ่งผลิตโดยการหมุนเจเนอเร
เตอร์หรือใช้เรคติไฟเออร์เปลี่ยนกระแสไฟสลับให้เป็นกระแสไฟตรง
เครื่องเชื่อมแบบผสมหม้อแปลงเครื่องเรียงกระแสนี้   ใช้หลักการของเรคไฟเออร์ มาต่อเข้ากับ
หม้อแปลง โดยมีสวิทช์สับเปลี่ยนขั้วไฟ ซึ่งจะให้ทั้งกระแสไฟสลับ (AC) เมื่อผ่านออกมาจากหม้อแปลงและ
จะให้กระแสไฟตรง (DC) เมื่อผ่านออกมาจากเรคติไฟเออร์
ข้อดีของเครื่องเชื่อมชนิดนี้มีดังนี้

  • –  สามารถใช้ได้กับไฟ 3 เฟส เพื่อเป็นการลดปัญหาของความไม่สมดุลย์ในสายไฟ
  • – สามารถใช้เชื่อมได้ทั้งงานที่เป็นเหล็กและโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก
  • – สมรรถนะสูงกว่าเครื่องเชื่อมไฟตรงแบบเจเนอเรเตอร์
  • –  สามารถผลิตกระแสเชื่อมได้ทั้งชนิดไฟตรงและไฟสลับ
  • – ไม่มีเสียงดังขณะเชื่อม

เครื่องเชื่อมมือสอง

12.6 เครื่องเชื่อมแบบอินเวอร์เตอร์ ( Inverter  Welding Machine)

เป็นเครื่องเชื่อมที่ใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุม  กระแสไฟที่ใช้ในการเชื่อม  กระแสไฟที่ใช้เป็นแบบกระแสตรง DC  เครื่องเชื่อมอินเวอร์เตอร์  สามารถท าการเชื่อมได้ทั้ง  การเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ(MMAW)   การเชื่อมทิก (TIG)

เป็นเครื่องเชื่อมที่มีน้ำหนักเบา  และสามารถใช้กับไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือนได้  220  โวลท์  พกพาได้สะดวกสามารถปรับแรงดันได้ตั้งแต่ 5-150 แอมแปร์  แต่เครื่องเชื่อมชนิดนี้จะมีปัญหาในกรณี ไฟฟ้าที่ต่อเข้าเครื่องมีค่าแรงดันไฟสม่ำเสมอหรือไม่  เช่นบางหมู่บ้าน ไฟฟ้า อาจจะมีแรงที่สูงกว่า 220 โวลท์หรือบางที่ต่ำกว่า 220 โวลท์ ทำให้วงจรอิเล็คทรอนิกส์ เกิดความเสียหายได้ง่าย  ซึ่งเป็นปัญหาของเครื่องเชื่อมชนิดนี้  แต่ในบางบริษัทที่ผลิตเครื่องเชื่อม ระบุไว้ว่า สามารถทำงานได้แม้ว่าแรงดันไฟฟ้า จะเกินหรือต่ำกว่า 220 โวลท์ แต่ที่ไม่เกิน +/- 15 โวลท์

ตู้เชื่อมอาร์กอน

ภาพเครื่องเชื่อมแบบอินเวอร์เตอร์

เครื่องเชื่อม mma

13. การเลือกเครื่องเชื่อม
เครื่องเชื่อมในปัจจุบันนี้มีอยู่หลายแบบและหลายขนาดด้วยกัน  การเลือกใช้เครื่องเชื่อมนั้นจะต้องคำนึงถึงสภาพของงานเชื่อมและผู้ปฏิบัติงาน  ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจขณะนั้น ซึ่งวิธีเลือกเครื่องเชื่อมที่พอจะยึดเป็นกฎเกณฑ์พิจารณาอย่างกว้าง ๆ มีดังนี้     งานสนามหรืองานในไร่ควรใช้เครื่องที่ขับด้วยเครื่องยนต์  แต่งานที่ทำตามอู่ โรงฝึกงานหรืองานทำประตู หน้าต่าง  ควรใช้เครื่องเชื่อมแบบหม้อแปลงไฟเพราะมีราคาถูกซึ่งจะประหยัดกว่า แต่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม หรืออู่ที่ต้องการเชื่อมงานจำนวนมากโดยเฉพาะเมื่อเชื่อมทั้งงานอลูมิเนียม ทองแดง เหล็ก สเตนเลส และการเชื่อมพอกผิวแข็ง  ซึ่งงานเหล่านี้ต้องเชื่อมด้วยไฟตรงจึงต้องเลือกเครื่องเชื่อมไฟตรง  ซึ่งอาจเป็นชนิดขับด้วยมอเตอร์ หรือชนิดเครื่องเรียงกระแสขึ้นอยู่กับสภาพโรงงาน  เช่น ชนิดขับด้วยมอเตอร์ นั้นจะต้องมีเสียงดังกว่าเครื่องเชื่อมชนิดเครื่องเรียงกระแส  แต่ถ้ามีงานที่ใช้ทั้งไฟสลับและไฟตรง  ควรเลือกเครื่องเชื่อมชนิดแบบผสมหม้อแปลงเครื่องเรียงกระแส  ซึ่งมีราคาแพงกว่าเครื่องเชื่อมชนิดอื่น
14. ดิวตี้ไซเคิล (Duty Cycle)
Duty Cycle  เป็นตัวที่บอกถึงความสามารถของเครื่องเชื่อม ที่กำหนดด้วยเวลาเชื่อมกับเวลาทั้งหมดโดยกำหนดเวลาทั้งหมดไว้เป็นมาตรฐาน 10 นาที ตัวอย่าง      เครื่องเชื่อมขนาด 200 แอมป์ ที่ 60% DUTY CYCLE หมายถึง เครื่องเชื่อมนี้สามารถเชื่อมแบบต่อเนื่องได้ 6 นาที และหยุดพัก 4 นาที โดยใช้กระแสเชื่อมสูงสุดที่กำหนดไว้ 200 แอมป์เครื่องเชื่อมที่ใช้กับลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์โดยทั่วไปแล้วจะใช้ Duty Cycle ประมาณ 60% แต่สำหรับเครื่องเชื่อมแบบอัตโนมัติ จะใช้ Duty Cycle 100%การกำหนดค่าความสามารถของเครื่องเชื่อมนี้ เป็นการป้องกันมิให้ช่างเชื่อม ใช้เครื่องเชื่อมหนักเกินไปซึ่งอาจจะทำให้เครื่องเชื่อมเสียหายได้ง่าย

15. สัญลักษณ์ลวดเชื่อม

มาตรฐานอเมริกา  AWS (American  Welding  Society) (A5.1-91)

เครื่องเชื่อมอาร์กอน

ตัวเลขคู่หน้า  แสดงค่าความต้านทานแรงดึงต่ าสุดโดยคูณด้วย 1,000 หน่วยเป็น PSI เช่น
E 60XX คือ 60 x 1,000 = 60,000 PSI

ตัวเลขตัวที่ 3  แสดงตำแหน่งท่าเชื่อม

EXX1X  คือ ท่าราบ ท่าตั้ง ท่าระดับ ท่าเหนือศีรษะ

EXX2X  คือ ท่าราบ และ ท่าระดับ

EXX3X  คือ ท่าราบเท่านั้น

ตัวเลขตัวที่ 4  แสดงสมบัติต่าง ๆ ของลวดเชื่อมดังตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงความหมายต่างๆ ของตัวเลขต าแหน่งที่ 4 หรือ 5

เครื่องเชื่อมตัวอย่าง  E 6013
E –  เป็นลวดเชื่อมไฟฟ้า
60 –  ค่าต้านแรงดึงต่ำสุด 60 x 1,000 = 60,000  ปอนด์/ตร.นิ้ว (60,000 psi)

1 –  เชื่อมได้ทุกท่าเชื่อม

3 –  ฟลักซ์เป็นแบบ รูไทล์ ใช้ได้ทุกกระแส  เชื่อมเหล็กเหนียวทั่วไปได้ดีลักษณะการ อาร์กนิ่มนวล คุณสมบัติการซึมลึกปานกลาง

มาตรฐาน ญี่ปุ่น  JIS (Japannese Industrial Standard) (Z 3211-1991)

Argon

ตัวเลขคู่แรก แสดงค่าความต้านทานแรงดึงต่ำสุด กลุ่มเหล็กกล้าคาร์บอนมีตัวเดียว 43 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 420 N/mm2

ตัวเลขคู่หลัง แสดงชนิดของฟลักซ์ ดังแสดงในตาราง ตารางแสดงความหมายตัวเลขของรหัสลวดเชื่อม ตาม JIS (Z 3211-1991)

Inverter

ตัวอย่าง D 4303

D –  ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์

43 –   ค่าความต้านทานแรงดึงต่ าสุด 420 N/mm2

03 –   ฟลักซ์ ไลม์ –  ไทเทเนีย เชื่อมได้ทุกท่าเชื่อม ใช้กระแสไฟได้ทั้ง AC และ DC + / DC –

มาตรฐานเยอรมัน DIN  (Deutch Industrie Norn) (DIN 1913 Part 1/DIN EN 287)

อินเวอร์เตอร์

เครื่องเชื่อมราคาถูกMIGตู้เชื่อมซีโอทู

สนใจติดต่อสอบถาม ตู้เชื่อมไฟฟ้า เครื่องเชื่อมCo2 เครื่องเชื่อมอาร์กอน เครื่องตัดพลาสม่า โทรหาเรา 083-0234002 ไลน์ไอดี:AB20

กลับไปหน้าร้านของเรา

ตู้เชื่อมไฟฟ้า

ตู้เชื่อมซีโอทู

กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 2
กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 4 ตอนจบ

กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 2

6. ข้อดีของการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ

1. สามารถป้องกันการรั่วไหลของแก๊ส,น้ำมัน ของเหลวและอากาศได้ดี
2. งานมีคุณภาพสูงคงทนและสวยงาม
3. โครงสร้างของงานที่ไม่ยุ่งยาก
4. ลดเสียงดังขณะทำงาน
5. ลดขั้นตอนการทำงาน
6. ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานและเตรียมการค่อนข้างต่ำ

 

7. ข้อเสียของการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ

1.  ชิ้นส่วนของงานเชื่อมมีความไวต่อการเกิดความเค้นเฉพาะที่
2.  การควบคุมคุณภาพจะต้องตรวจสอบทุกขั้นตอน
3.  ทำให้เกิดความเค้นตกค้างอยู่ในวัสดุงานเชื่อม
4.  ทำให้คุณสมบัติของโลหะงานเชื่อมเปลี่ยนแปลง
5.  งานบิดตัวและหดตัว

8. กระแสเชื่อม (welding current)

กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการเชื่อมไฟฟ้ามี 2 ชนิดคือ กระแสไฟฟ้าสลับ (Alternating current : AC) และ กระแสไฟฟ้าตรง (Direct current : DC)
8.1กระแสไฟสลับ (AC)
การเชื่อมไฟฟ้านั้นเครื่องเชื่อมจะเป็นตัวจ่ายกระแสไฟสลับซึ่งเป็นกระแสไฟที่มีทิศทางการเคลื่อนที่สลับกันเป็นคลื่น (wave) โดยใน 1 ไซเกิล จะมีกระแสผ่าน 0 จำนวน 2 ครั้ง  ผ่านคลื่นบวก 1 ครั้ง และผ่านคลื่นลบ 1 ครั้ง  ในช่วงของคลื่นบวกอีเลคตรอนจะไหลไปในทิศทางหนึ่ง และในช่วงคลื่นลบอีเลคตรอนจะไหลในทิศทางที่ตรงข้ามกันที่ไหลในช่วงคลื่นบวก กระแสไฟปกติจะมีความถี่ 50 ไซเกิลซึ่งหมายความว่าใน 1 วินาทีจะเกิดไซเกิลดังกล่าว 50 ครั้ง แต่กระแสสลับที่ใช้ในการเชื่อม TIG นั้น จะต้องมีความถี่สูงกว่านี้ จากภาพ ใน 1 ไซเกิล ประกอบด้วยไฟตรงต่อขั้นตรงกันไฟตรงต่อกลับขั้นรวมกันไว้ และจะเห็นว่าช่วงที่กระแสผ่าน 0 เปลวอาร์คจะดับลง

เครื่องเชื่อมมือสอง8.2 กระแสไฟตรง (DC)
กระแสไฟเชื่อมชนิดกระแสตรง  เป็นกระแสที่มีอีเลคตรอนเคลื่อนที่ในทิศทางตามยาวของตัวนำไปทิศทางเดียวกันเท่านั้น  ซึ่งการเคลื่อนที่ของอีเลคตรอนนั้นเปรียบเสมือนน้ำประปาที่ไหลในท่อกระแสไฟฟ้าสลับมีการเปลี่ยนขั้ว 100 ครั้งต่อวินาที (50 ไซเกิล) แต่กระแสไฟฟ้าตรงจะไหลจากขั้วหนึ่ง   ไปตลอด  โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงขั้ว ดังภาพ และสามารถเปลี่ยนกระแสไฟสลับเป็นกระแสตรงได้ โดยใช้เครื่องเรียงกระแส

ตู้เชื่อมอินเวอร์เตอร์9. วงจรพื้นฐานของการเชื่อมไฟฟ้า (Basic Arc welding circuit )

วงจรพื้นฐานของการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก ได้แก่ เครื่องเชื่อมซึ่งเป็นต้นกำลังในการผลิตกระแสเชื่อมในวงจร  โดยเครื่องเชื่อมจะจ่ายกระแสไปตามสายเชื่อมจนถึงชิ้นงานและลวดเชื่อมเพื่อให้เกิดการอาร์กขึ้นระหว่างปลายลวดเชื่อมกับชิ้นงาน เครื่องเชื่อมซึ่งเป็นต้นกำลังของการเชื่อมไฟฟ้านั้น มีทั้งแบบไฟสลับและไฟตรง เครื่องเชื่อมแบบไฟสลับต่อใช้งานง่าย  เนื่องจากไม่ต้องคำนึงถึงขั้วของกระแสไฟ  แต่เครื่องเชื่อมกระแสตรงจะต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องกับชนิดของลวดเชื่อม  และชิ้นงานเชื่อมซึ่งแบ่งออกได้  2 ระบบ และ ระบบไฟสลับ 1 ระบบ ดังนี้

ตู้เชื่อมอาร์กอน

เป็นวงจรเชื่อมที่มีลวดเชื่อมเป็นทั้งขั้วบวกและลบ  (+)(-)  และชิ้นงานเป็นทั้งขั้วลบและบวก  (-)(+)  อีเลคตรอนจะวิ่งจากชิ้นงานเข้าหาลวดเชื่อม และจากลวดเชื่อมเข้าหาชิ้นงาน  จึงทำให้ลวดเชื่อมและชิ้นงานได้รับความร้อนเท่า ๆ กัน

 

9.2 ไฟกระแสตรง ต่อขั้วลบ หรือเรียกว่า DCEN  (Direct Current Electrode Negative : DC -)

TIGเป็นวงจรเชื่อมที่มีลวดเชื่อมเป็นขั้วลบ (-) และชิ้นงานเชื่อมเป็นขั้วบวก (+) อีเลคตรอนจะวิ่งจากลวดเชื่อมเข้าหาชิ้นงาน  จึงทำให้ชิ้นงานมีความร้อนเกิดขึ้นประมาณ 2 ใน 3 ของความร้อนที่เกิดจากการอาร์กทั้งหมด  และยังให้การซึมลึกดีอีกด้วย  จึงเหมาะสำหรับการเชื่อมด้วยลวดเชื่อมเปลือย

9.3 กระแสไฟตรงขั้วบวกหรือเรียกย่อว่า DCEP (Direct Current Electrode Positive : DC +)

Argonเป็นวงจรเชื่อมที่มีลวดเชื่อมเป็นขั้วบวก (+) และชิ้นงานเป็นขั้วลบ (-) อีเลคตรอนจะวิ่งจากชิ้นงานเข้าหาลวดเชื่อม  จึงทำให้ลวดเชื่อมได้รับความร้อนประมาณ 2 ใน 3 ของความร้อนที่เกิดจากการอาร์กทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเชื่อมด้วยไฟตรงต่อกลับขั้ว  จะได้การซึมลึกน้อย เหมาะกับการเชื่อมงานบาง เทคนิคในการจำสำหรับกระแสตรง(DC)ก็คือ ถ้าเป็นกระแสไฟขั้วไหน หัวเชื่อมหรือลวดเชื่อมอยู่ขั้วนั้นด้วย เช่น กระแสตรงขั้วลบ(DC-) หัวเชื่อมหรือลวดเชื่อมเป็นขั้วลบ ชิ้นงานเป็นขั้วบวก  ถ้าเป็นกระแสตรงขั้วบวก(DC+) หัวเชื่อมหรือลวดเชื่อมเป็นขั้วบวก ชิ้นงานเป็นขั้วลบ

ตู้เชื่อมราคาถูก10 ชนิดของแรงเคลื่อน (Type of Voltage)

10.1 แรงเคลื่อนวงจรเปิด (Open Circuit Voltage)
ในขณะเปิดเครื่องแต่ยังไม่ได้ลงมือเชื่อม จะสามารถอ่านค่าแรงเคลื่อนที่หน้าปัดของโวลท์มิเตอร์ ซึ่งแรงเคลื่อนอันนี้คือแรงเคลื่อนวงจรเปิดซึ่งเป็นแรงเคลื่อนที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วของเครื่องเชื่อม  เครื่องเชื่อมมาตรฐานควรมีแรงเคลื่อนวงจรเปิดประมาณ70-80 โวลท์ ถ้ามากกว่านี้อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานและถ้าต่ำเกินไปจะท าให้เริ่มต้นอาร์คยาก

10.2 แรงเคลื่อนอาร์ค (Arc Voltage)
แรงเคลื่อนวงจรเปิดจะเปลี่ยนเป็นแรงเคลื่อนอาร์กเมื่อการอาร์คเริ่มขึ้น  แรงเคลื่อนอาร์กขึ้นอยู่กับชนิดของลวดเชื่อมและระยะอาร์ค เช่น กระแสเชื่อมจะลดลงและแรงเคลื่อนอาร์กจะเพิ่มขึ้นเมื่อระยะอาร์คเพิ่มขึ้น  แต่ถ้าระยะอาร์คสั้นกระแสเชื่อมจะเพิ่มขึ้น  และแรงเคลื่อนอาร์คจะลดลง    ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าแรงเคลื่อนวงจรเปิดจะวัดได้เมื่อเครื่องเชื่อมเปิดแต่ไม่มีการอาร์กซึ่งได้ค่าแรงเคลื่อนที่คงที่  ส่วนค่าแรงเคลื่อนอาร์กจะวัดได้ในขณะอาร์ก ซึ่งค่าที่ได้จะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะอาร์ค

11. ลักษณะของเครื่องเชื่อม

เครื่องเชื่อมไฟฟ้าทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟเชื่อม  จึงนับว่าเป็นหัวข้อสำคัญของการเชื่อมไฟฟ้าทีเดียว เครื่องเชื่อมไฟฟ้ามีหลายชนิดโดยแบ่งตามลักษณะต่าง ๆ กันดังนี้

เครื่องเชื่อมที่แบ่งตามลักษณะพื้นฐาน

ถ้าพิจารณาตามลักษณะพื้นฐานจะสามารถแบ่งเครื่องเชื่อมออกเป็น 2 ชนิดคือ  เครื่องเชื่อมชนิดกระแสคงที่ (constant current) และเครื่องเชื่อมชนิดแรงเคลื่อนคงที่ (constant voltage)ความแตกต่างของเครื่องเชื่อมทั้ง 2 ชนิดนี้ พิจารณาได้จากการเปรียบเทียบคุณลักษณะของ volt-ampere curves ซึ่ง curves นั้นได้จากการกำหนดจุดระหว่างกระแสเชื่อมกับแรงเคลื่อนในขณะเชื่อม โดยกำหนดให้แกนนอนเป็นกระแสเชื่อม และแกนตั้งเป็นแรงเคลื่อน

1.เครื่องเชื่อมชนิดกระแสคงที่ (Constant Current : CC)
เป็นระบบที่ใช้ในกระบวนการเชื่อมกับเครื่องเชื่อมธรรมดา (ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์), เครื่องเชื่อม TIG , เครื่องเซาะร่อง (gouging) และเครื่องเชื่อม stud แต่เครื่องเชื่อมอัตโนมัติจะต้องใช้กับการเชื่อมด้วยลวดเชื่อมขนาดใหญ่ และใช้ระบบป้อนลวดแบบไวต่อแรงเคลื่อน (voltage sensing) เครื่องเชื่อมชนิดกระแสคงที่ (CC) มีลักษณะ volt-ampere curve จาก curve ดังกล่าวจะเห็นว่าแรงเคลื่อนสูงสุดเมื่อไม่มีกระแส (กระแส 0) และแรงเคลื่อนต่ำเมื่อกระแสเชื่อมเพิ่มขึ้นสูง ในสภาวะการเชื่อมปกติจะมีแรงเคลื่อนอาร์ค (Arc voltage) ระหว่าง 20-40 โวลท์

เครื่องเชื่อมราคาถูก

ขณะที่แรงเคลื่อนวงจรเปิด (Open circuit voltage) อยู่ระหว่าง 60-80 โวลท์  เครื่องเชื่อมระบบกระแสคงที่มีทั้งชนิดไฟตรงและไฟสลับ หรือมีทั้งไฟตรงและไฟสลับรวมกัน ซึ่งอาจจะเป็นแบบหมุนหรือแบบไม่หมุนได้   ดังนั้นเครื่องเชื่อมชนิดกระแสคงที่นี้ สามารถเปลี่ยนแปลงกระแสไฟเชื่อมได้  โดยการเปลี่ยนแปลงระยะอาร์คโดยไม่ต้องตั้งกระแสเชื่อมที่เครื่องเชื่อมใหม่ ในประเทศญี่ปุ่นเครื่องเชื่อมชนิดนี้จะมีอุปกรณ์ป้องกันไม่ให้ แรงดันที่อยู่ในเครื่องเชื่อมสูงเกิน25 โวลท์  จากภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเส้น แรงดันโวลท์ กับเวลา

MMA

หมายเลข 1 หมายถึง เมื่อเปิดเครื่องจะมีแรงเคลื่อนวงจรเปิด(OCV) 25 โวลท์ (ปกติจะอยู่ระหว่าง 60- 80 โวลท์)
หมายเลข 2 หมายถึง เมื่อเริ่มต้นอาร์ค แรงดันจะเพิ่มไปที่ 80 โวลท์เพื่อช่วยในการอาร์คให้ง่ายขึ้นโดยจะใช้เวลาในการเปลี่ยนแรงดันจาก 25 โวลท์เป็น 80 โวลท์ที่ 0.06 วินาที

ARC

หมายเลข 3 หมายถึง หลังจากที่เริ่มจุดอาร์คแล้วแรงดันจะลดลงเหลือที่ประมาณ 30-40 โวลท์ แต่กระแสไฟเชื่อม(แอมป์)จะเพิ่มตามที่ตั้งค่าไว้
หมายเลข 4 หมายถึง หลังจากที่หยุดเชื่อม แรงดันจะกลับไปที่ 80 โวลท์ โดยที่กระแสไฟเชื่อม(แอมป์)จะเท่ากับ 0 และใช้เวลาอีกประมาณ 1 วินาทีที่เครื่องจะควบคุมแรงดันให้เหลือ 25  โวลท์ตามหมายเลข 5 และเมื่อทำการเริ่มต้นเชื่อมใหม่เครื่องเชื่อมก็จะทำงานตามหมายเลข 1 ถึง 5 ต่อไป

2. เครื่องเชื่อมชนิดแรงเคลื่อนคงที่ (Constant Voltage : CV)
เป็นเครื่องเชื่อมที่ให้ volt-ampere curve เรียบ   เครื่องเชื่อมชนิดนี้จะให้แรงเคลื่อนคงที่   จะไม่เปลี่ยนแปลงตามขนาดของกระแสเชื่อม  สามารถใช้กับการเชื่อมแบบกึ่งอัตโนมัติ หรืออัตโนมัติที่ใช้ระบบการป้อนลวดแบบอัตโนมัติ และผลิตเฉพาะกระแสไฟตรงเท่านั้น  ซึ่งอาจจะเป็นแบบขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ หรือแบบหม้อแปลง/เครื่องเรียงกระแส อินเวอร์เตอร์เครื่องเชื่อมแบบรวม CV และ CC เอาไว้ในเครื่องเดียวกัน  เป็นเครื่องที่มีความคล่องตัวในการใช้มากที่สุด สามารถผลิตกระแสเชื่อมออกมาได้ทั้งระบบแรงเคลื่อนคงที่และระบบกระแสคงที่โดยการเปลี่ยนขั้วหรือเปลี่ยนสวิทช์ที่เครื่องเชื่อม  และสามารถนำไปใช้กับขบวนการเชื่อมอื่น ๆ ได้ดี

12 ชนิดของเครื่องเชื่อม  (Welding Machine)
12.1 เครื่องเชื่อมกระแสตรงขับด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Welding Machine)
เครื่องเชื่อมชนิดนี้ทำงานโดยใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลังขับเจเนอเรเตอร์จะจ่ายกระแสไฟตรงออกมาได้เหมือนกับเครื่องเชื่อมแบบมอเตอร์  เครื่องเชื่อมแบบนี้สามารถเคลื่อนที่ได้ ซึ่งเหมาะสำหรับงานสนามที่ไม่สามารถหาไฟฟ้าใช้ได้ เช่น งานกลเกษตร, งานวางท่อ, งานโครงสร้าง เป็นต้น ในปัจจุบันมีผู้ปรับปรุงเครื่องเชื่อมนี้ให้ผลิตกระแสไฟสลับ 220 โวลท์ ที่ใช้สำหรับแสงสว่างและอุปกรณ์ช่วยการทำงาน เช่น สว่าน หินเจียระไน เป็นต้น เพื่อให้สามารถใช้งานได้กว้างขวางขึ้น
เครื่องเชื่อมแบบเจเนอเรเตอร์  มีการควบคุมแรงเคลื่อน 2 จุด (Dual-control) ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลง  output curve ได้  อุปกรณ์ควบคุมนั้นประกอบด้วยสวิทช์ควบคุมช่วงกระแส (Range switch) ซึ่งจะปรับกระแสเชื่อมได้อย่างหยาบ หลังจากนั้นจึงปรับปุ่มที่สอง (Fine adjustment) เมื่อวงจรเปิดหรือไม่มี Load เป็นการปรับค่าแรงเคลื่อนในตัวควบคุมเดียวกันนี้สามารปรับกระแสเชื่อมละเอียดได้อีกด้วยในขณะเชื่อมซึ่งจะช่วยให้การอาร์คนิ่มนวลหรือจะปรับให้รุนแรงขึ้นก็ได้  เมื่อได้ curve ที่ราบเรียบและแรงเคลื่อนวงจรเปิดมีค่าต่ำ แม้จะปรับแรงเคลื่อนอาร์กเล็กน้อยก็จะทำให้กระแสเชื่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การปรับลักษณะนี้จะทำให้เกิดการอาร์คที่เจาะลึก ซึ่งเหมาะกับการเชื่อมงานท่อแต่ถ้า curve ที่ได้มีลักษณะสูงชัน  และแรงเคลื่อนวงจรเปิดสูง การปรับแรงเคลื่อน มีผลต่อกระแสเชื่อมน้อยมาก ส่วนเปลวอาร์คที่เกิดขึ้นจะนิ่มนวลหรือเสียงไม่ดัง ซึ่งเหมาะกับการเชื่อมโลหะแผ่น

เครื่องเชื่อม

 

สนใจสอบถาม ตู้เชื่อมไฟฟ้า เครื่องเชื่อมCo2 เครื่องเชื่อมอาร์กอน เครื่องตัดพลาสม่า อย่าลังเลที่จะโทรหาเรา 083-0234002 ไลน์ไอดี:AB20

กลับไปที่หน้าร้าน

ตู้เชื่อมไฟฟ้า

ตู้เชื่อมซีโอทู

กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 1
กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 3

กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 1

กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ

(MMAW : Manuel Metal Arc Welding หรือ SMAW: Shield Metal Arc Welding  )

  1. ประวัติของการเชื่อม

การ เชื่อมเป็นเทคนิคในการทำให้ติดกันของโลหะสองชิ้นที่มีวิวัฒนาการมาก่อน ประวัติศาสตร์  ตัวอย่างเช่น การประสานทำให้ติดกันระหว่างโลหะผสมทองและทองแดงและโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับ ดีบุก  ที่ถูกค้นพบกันก่อนพุทธศักราชไม่น้อยกว่า  3,000 ปี.   ไม้ฟืนหรือถ่านหินถูกนำมาใช้เป็นตัวให้ความร้อน แต่เป็นความร้อนที่มีขีดจำกัดทำให้การต่อติดกันไม่ดีเท่าที่ควร หลังจากมีพลังงานไฟฟ้าทำให้เกิดวิธีการเชื่อมที่
ง่ายขึ้น เทคนิคการเชื่อมที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าและแปลกประหลาดขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นกระบวนการเชื่อมทั้งหลายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างกว้างขวาง เช่น การเชื่อมอาร์คด้วยไฟฟ้า การเชื่อมโดยใช้ความต้านทานกระแสไฟฟ้า การเชื่อมแบบเทอร์มิท และการเชื่อมที่ถูกบันทึกไว้หลังจากศตวรรษที่ 19 การเชื่อมด้วยอาร์คไฟฟ้า เครื่องมือ และ การปฏิบัติได้ถูกนำมาใช้โดย เบนาร์เดส ในปี ค.ศ. 1885 โดยใช้แท่งกราไฟต์หรือแท่งคาร์บอน ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเป็นตัวลวดเชื่อมทำให้เกิดกระแสไฟอาร์คระหว่างลวด เชื่อมกับโลหะแม่แบบ  โดยทำให้เกิด อาร์คขึ้นในช่องว่างประมาณ 2 มิลลิเมตร ท าให้เกิดความร้อนแล้วใช้โลหะที่เหมือนกับโลหะแม่แบบเดิมให้หลอมละลายเชื่อม ติดกัน   เซอร์เนอร์ ได้วิวัฒนาการวิธีใหม่ในการให้ความร้อนแก่ชิ้นโลหะแม่แบบในปี ค.ศ. 1889 โดยวิธีของเขาใช้แท่งคาร์บอนคู่โค้งงอปลายเข้าหากัน ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กท าให้กำลังการอาร์คแรง   ในปี ค.ศ. 1892 สลา-เวียนอฟ ชาวรัสเซีย ได้นำแกนลวดโลหะมาใช้แทนลวดเชื่อมและให้ตัวลวดโลหะหลอมละลายตัวมันเอง เพื่อเป็นเนื้อโลหะเชื่อมเป็นครั้งแรก คเจลล์เบอร์ก ได้พบการนำแกนลวดหุ้มฟลั๊กซ์ ซึ่งทำให้การเชื่อมมีประสิทธิภาพและคุณภาพของรอยเชื่อมดีขึ้น  การค้นพบวิวัฒนาการนี้ถูกนำมาใช้ในการผลิตลวดเชื่อมชนิดหุ้มฟลักซ์ ใช้กันอยู่อย่างกว้างขวางทุกวันนี้

 

  1. ความก้าวหน้าของการเชื่อม

ใน ระยะเริ่มแรก ความนิยมการเชื่อมนั้น จะเป็นการประกอบโครงสร้างแบบต่าง ๆ เช่น ถังเก็บน้ำถังบรรจุก๊าซความดัน ก๊าซเหลวและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ต่อมารูปแบบต่าง ๆ ได้พัฒนาตามศิลปะสมัยนิยมในวิธีการที่ใกล้เคียงกัน การพัฒนาได้เริ่มหยุดลงชั่วขณะ รูปทรงผลิตภัณฑ์เริ่มล้าสมัยและเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น  อุตสาหกรรมการเชื่อมได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง  หลังจากสงครามโลกครั้งที่  2 ความต้องการอาวุธ รถถัง เรือรบ เครื่องบินและเทคโนโลยีด้านการเชื่อมได้เพิ่มมากขึ้นประกอบค่าแรงงานในการ เชื่อมได้ขยับสูงขึ้น ดังนั้นวิธีการการเชื่อมและการควบคุมโดยระบบอัตโนมัติจึงได้เริ่มขึ้นอีกใน ค.ศ. 1950 ทำให้สามารถเชื่อมโลหะได้หลายชนิดเป็นผลิตภัณฑ์หรือ สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่แต่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรการเชื่อม ยังไม่หยุดความพยายามลงสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่ยุ่งยากและซับซ้อน  ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของเขาอยู่ เช่น อุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ การกลั่นน้ ามัน เตาปฏิกรณ์ส าหรับโรงงานไฟฟ้า จรวด และยานอวกาศ เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้โครงสร้างโลหะที่หนาและมีความซับซ้อนมาก  และเป็นเวลาหลายปีของเทคโนโลยีในการประดิษฐ์ เริ่มจากการเชื่อมโลหะสองแผ่นการปรับปรุงวิธีการเชื่อม การส่งผ่านความร้อน การทดสอบแบบไม่ทำลาย และการตกแต่ง ได้ให้ความรู้ในการประกอบแผ่นโลหะหนาอย่างมากมายรวมทั้งการออกแบบ และองค์ประกอบตามต้องการ  ในปัจจุบันการออกแบบมีการเปลี่ยนแปลง  และ ผสมผสานรูปทรงต่าง ๆ ทางด้านศิลปะวิชาการ ให้
มีการเชื่อมประกอบได้ง่าย โดยผู้ออกแบบสร้างจะต้องตระหนักถึงข้อกำหนดทางอุตสาหกรรมการผลิต เช่น ส่วนผสมของโลหะ ขนาดความกว้างยาว น้ำหนัก การประกอบ การขนส่ง และการตกแต่งด้วย

  1. ความสามารถในการรองรับของวัสดุต่อการเชื่อม

โลหะ เกือบทุกชนิด  สามารถเชื่อมต่อได้ในหนึ่งหรือหลายวิธีของการเชื่อม อย่างไรก็ตามโลหะที่จะนำมาเชื่อมให้ได้คุณภาพก็จะต้องเป็นชนิดที่ใช้กันมาก ด้วย  โลหะบางชนิดสามารถเชื่อมได้ ทั้งบางและหนาแต่บางชนิด ก็เชื่อมได้ยากต้องใช้วิธีการหรือเทคนิคเฉพาะ วิธีการเชื่อมใหม่ ๆ จึงถูกค้นพบและพัฒนา   ขึ้นเฉพาะ โดยมีลำดับขั้นตอนการเตรียมการ และข้อควรระวังที่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนมาก

 

  1. ประโยชน์ของการเชื่อม

ปัจจุบัน การเชื่อมกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหนทางการต่อประกอบโลหะที่มี  ประสิทธิภาพและประหยัด  จึงสังเกตได้ว่ารอยต่อที่ไม่ต้องการแยกออกจากกัน จะนิยมการเชื่อมมากกว่าวิธีอื่น ๆ ดังนั้นการเชื่อมจึงเป็นวิธีการต่อโลหะแบบถาวรที่ประหยัดที่สุด รอยต่อประกอบด้วยหมุดย้ำหรือสลักเกลียว รูที่เจาะอาจจะลดพื้นที่หน้าตัดของวัสดุที่ต่อลงถึง 10% บางรอยต่ออาจจะต้องใช้แผ่นประกบพร้อมกับความยาวของตัวหมุดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลให้น้ าหนักและราคาของงานเพิ่มขึ้นด้วยการเชื่อมจึงสามารถลดหรือขจัดปัญหาข้างต้น ได้ กล่าวคือจะลดเวลาการเจาะรู น้ำหนักงาน จำนวนสลักเกลียวและราคางานลงได้ นอกจากนี้การเชื่อมยังง่ายต่อการออกแบบและการประกอบด้วย

  1. หลักการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ

การ เชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้ามีมานานแล้ว โดยใช้สำหรับเชื่อมซ่อมแซมชิ้นส่วนโลหะ ที่ชำรุดหรือประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน  ซึ่งในระยะแรกนั้นคุณภาพแนวเชื่อมยังไม่ดีนัก ปัจจุบันเทคโนโลยีการเชื่อมได้ก้าวหน้าไปอีกมาก มีการปรับปรุงทั้งด้านกลวิธีการเชื่อม และคุณภาพของแนวเชื่อมนอกจากนั้นยังมีการคิดค้นกระบวนการเชื่อมไฟฟ้าที่แปลก ใหม่อีกมากมาย  อาทิเช่น การเชื่อมแบบมิก (MIG) การเชื่อมแบบทิก(TIG) การเชื่อมแบบใต้ฟลักซ์(SAW) การเชื่อมแบบพลาสม่า(PAW) และอื่น ๆการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ ด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์  คือ กระบวนการต่อโลหะให้ติดกันโดยใช้ความร้อน ที่เกิดจากการอาร์คระหว่างลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ (Electrode) กับชิ้นงาน ซึ่งความร้อนที่เกิดขึ้นที่ปลายลวดเชื่อมมีอุณหภูมิประมาณ 5,000 – 6,000 องศาเซลเซียส เพื่อหลอมละลายโลหะให้ติดกัน โดยแกนของลวดเชื่อมทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้า และเป็นโลหะเติมลงในแนวเชื่อมส่วนฟลักซ์ที่หุ้มลวดเชื่อมจะได้รับความร้อน และหลอมละลายปกคลุมแนวเชื่อมเอาไว้ เพื่อป้องกันอากาศภายนอกเข้าทำปฏิกิริยากับแนวเชื่อม พร้อมทั้งช่วยลดอัตราการเย็นตัวของแนวเชื่อม เมื่อเย็นตัวฟลักซ์จะแข็ง และเปราะเหมือนแก้วเรียกว่า สแลค  (slag)   กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้คือ  การเชื่อม อาร์คโลหะด้วยมือด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ (SHIELDED METAL ARC WELDING) หรือที่เรียกว่าการเชื่อมด้วยธูปเชื่อม  ซึ่งเป็นกระบวนการเชื่อมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากต้นทุนต่ำงานที่ เชื่อมด้วย กระบวนการนี้ได้แก่ท่อส่งแก๊ส   ท่อส่งน้ำมัน งานโครงสร้าง งานช่างกลเกษตร และงานอื่น ๆ อีก ข้อดีของกระบวนการเชื่อมแบบนี้คือสามารถเชื่อมได้ทั้งโลหะที่เป็นเหล็กและ ไม่ใช่เหล็กที่มีความหนาตั้งแต่ 1.2 มม. ขึ้นไป และสามารถเชื่อมได้ทุกท่าเชื่อม

 

สนใจตู้เชื่อมไฟฟ้า เครื่องเชื่อมCo2 เครื่องเชื่อมอาร์กอน เครื่องตัดพลาสม่า อย่างลังเลที่จะโทรหาเรา 083-0234002 ไลน์ไอดี:AB20

กลับไปที่หน้าร้านของเรา

ตู้เชื่อมไฟฟ้า

ตู้เชื่อมซีโอทู

ความปลอดภัยในการใช้เครื่องเชื่อมไฟฟ้า
กระบวนการเชื่อมอาร์คโลหะด้วยมือ 2